Space Jam: A New Legacy หรือ สเปซแจม สืบทอดตำนานใหม่ กลับมาสร้างความทรงจำอีกครั้งกับภาคต่อที่รอคอยมานาน คราวนี้ได้ LeBron James ซูเปอร์สตาร์ NBA มาแทน Michael Jordan พร้อมพาแก๊งลูนีย์ทูนส์เข้าสู่โลกดิจิทัลสุดล้ำ หนังผสมผสานแอนิเมชั่น 3 มิติและไลฟ์แอ็กชันได้อย่างกลมกล่อม แต่จะสนุกและน่าจดจำเท่าภาคแรกไหม? ไปหาคำตอบกัน
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
เรื่องราวเริ่มต้นที่ LeBron James (รับบทตัวเอง) กำลังดิ้นรนกับความคาดหวังของลูกชาย Dom (Cedric Joe) ที่อยากเป็นนักพัฒนาเกมมากกว่านักบาสเกตบอล วันหนึ่งทั้งคู่ถูกดูดเข้าไปในโลกดิจิทัลของ Warner Bros. โดย Al G. Rhythm (Don Cheadle) หุ่นยนต์ AI ที่ต้องการครองโลก ด้วยการใช้ระบบอัลกอริทึมสร้างทีมบาสเกตบอลในตำนานขึ้นมา LeBron ต้องรวมทีมกับ Bugs Bunny, Lola Bunny และแก๊งลูนีย์ทูนส์เพื่อแข่งบาสเกตบอลชิงชะตาโลกและหัวใจของลูกชาย
งานการแสดงและตัวละคร
LeBron James เล่นเป็นตัวเองได้เป็นธรรมชาติ แม้จะไม่ใช่การแสดงที่เปี่ยมชั้นเชิงแต่ก็ถ่ายทอดอารมณ์พ่อที่ต้องการเข้าใจลูกได้ดี Don Cheadle ในบท Al G. Rhythm ให้ความรู้สึกเหมือนตัวร้ายในหนังดิสนีย์ยุค 2000 แต่ก็มีท่าทางที่โอเวอร์แอคติ้งจนสนุก Cedric Joe ในบท Dom น่ารักและมีเคมีกับ LeBron ส่วนพากย์เสียงของ Jeff Bergman (Bugs Bunny) และ Zendaya (Lola Bunny) ก็ทำได้ดี แม้ Bugs Bunny จะดูไม่ซ่าเท่าในยุค 90 แต่ก็ยังมีเสน่ห์
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
กำกับโดย Malcolm D. Lee ที่พาหนังไปสู่ทิศทางที่ดูเป็นมิตรกับเด็กและครอบครัว งานภาพ CG ผสมแอนิเมชั่นทำได้สวยงาม โดยเฉพาะฉากในโลกดิจิทัลที่เต็มไปด้วยสีสันและ Easter Egg ของ Warner Bros. นับร้อย แต่อาจดูจอแจเกินไปบ้าง ดนตรีประกอบโดย Kris Bowers มีเพลงฮิตติดหูหลายเพลง เช่น "We Win" จาก Kirk Franklin และ Lil Baby ที่ช่วยเพิ่มอารมณ์ร่วมในฉากแข่ง
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
Space Jam: A New Legacy พยายามทำทุกอย่างเพื่อเอาใจทุกกลุ่ม แต่กลับกลายเป็นหนังที่พยายามขายแฟรนไชส์ Warner Bros. มากเกินไป ตัวละคร DC, Harry Potter, Game of Thrones ฯลฯ ถูกยัดเยียดเข้ามาแบบไร้เหตุผล ทำให้แก่นเรื่องครอบครัวและการทำงานเป็นทีมดูจางลง อย่างไรก็ตาม หนังยังคงมีมุกตลกขบขันที่เด็กๆ ชอบ และฉากบาสเกตบอลในโลกดิจิทัลที่ตื่นเต้นเร้าใจ ถือเป็นภาคต่อที่ดูสนุกได้ในครอบครัว แต่ไม่น่าจดจำเท่าภาคแรก
สรุป
Space Jam: A New Legacy เป็นหนังครอบครัวที่ดูสนุกได้ในวันหยุด แต่ไม่ใช่ผลงานที่ยอดเยี่ยม เด็กๆ จะเพลิดเพลนกับสีสันและมุกตลก ส่วนผู้ใหญ่อาจรู้สึกว่าขาดเสน่ห์ของภาคแรก แนะนำให้ดูแบบไม่คาดหวังอะไรหนักหนา แล้วคุณจะสนุกไปกับมัน
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +แอนิเมชั่นสีสันสดใส ตื่นตา
- +LeBron James แสดงเป็นตัวเองได้เป็นธรรมชาติ
- +เพลงประกอบเพราะและเข้ากับเรื่อง
- +ฉากบาสเกตบอลสนุกและมีลูกเล่น
👎 จุดด้อย
- −ยัดเยียดแฟรนไชส์ Warner Bros. มากเกินไป
- −เนื้อเรื่องคาดเดาได้และตื้นเขิน
- −แก๊งลูนีย์ทูนส์ได้บทบาทน้อยกว่าภาคแรก
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
สนุกในระดับหนึ่ง เหมาะกับเด็กและครอบครัวที่ชอบลูนีย์ทูนส์ แต่แฟนหนังยุคเก่าอาจผิดหวังเพราะเนื้อเรื่องตื้นและเน้นขายแฟรนไชส์มากเกินไป
ภาคแรกเน้น Michael Jordan และลูนีย์ทูนส์เป็นหลัก มีเสน่ห์แบบ 90s ส่วนภาคสองเน้นโลกดิจิทัลและแฟรนไชส์ Warner Bros. หลายเรื่อง ทำให้อารมณ์คลาสสิกลดลง
มีเพลงประกอบหลายเพลง เช่น "We Win" (Kirk Franklin, Lil Baby), "Control the World" (Daddy Yankee), "Goin' Together" (Leon Bridges) ฯลฯ
ไม่น่ากลัว เป็นหนังครอบครัวที่เด็กดูได้ มีตัวร้ายที่ดูขบขันมากกว่าดุดัน
ถ้าคุณเป็นแฟน LeBron James หรือลูนีย์ทูนส์ หรืออยากดูหนังครอบครัวเบาๆ สักเรื่อง ก็ควรดู แต่ถ้าคาดหวังความสนุกแบบภาคแรก อาจผิดหวัง